views
สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีกับการเผชิญหน้าวิกฤตการณ์สามประการของโลก
การพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อีกต่อไป แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นคือวิกฤตการณ์สามประการของโลก (Triple Planetary Crisis) ซึ่งประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษและขยะ ในบริบทนี้ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ก้าวเข้ามาเป็น "Invisible Infrastructure" หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การพัฒนาประเทศให้มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ไม่ได้เป็นเพียงการนำเครื่องมือมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อคาดการณ์และป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น
ปัญญาประดิษฐ์มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในการตรวจจับรูปแบบ (Pattern Detection) และความผิดปกติ (Anomaly Detection) ในฐานข้อมูลที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะจัดการได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตั้งแต่การใช้ระบบเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการใช้ระบบประมวลผลภาพ (Computer Vision) เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่ป่าไม้ในระดับเรียลไทม์ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐบาลและภาคเอกชนสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในระดับประเทศจำเป็นต้องมีการวางแผนที่แยบคาย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและรอยเท้าทางนิเวศวิทยาของตัวเทคโนโลยีเองที่ใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำมหาศาลในกระบวนการประมวลผล
ยุทธศาสตร์การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นความยั่งยืนจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่ง AI มีบทบาทสำคัญในการจัดการความผันแปรของพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grids) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าและปริมาณการผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความสูญเสียในระบบและลดความจำเป็นในการพึ่งพาโรงไฟฟ้าสำรองที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์นับหมื่นจุดในโรงไฟฟ้าช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในประเทศที่มีเป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจน
ในมิติด้านการจัดการอาคารและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับเมือง AI ช่วยให้สามารถวิเคราะห์และปรับแต่งโปรไฟล์พลังงานตามเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ระบบที่ใช้ AI สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานในสำนักงานและคลังสินค้า พร้อมปรับเปลี่ยนระบบทำความเย็นและแสงสว่างโดยอัตโนมัติเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างโอกาสทางการเติบโตใหม่ๆ ให้กับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สำหรับประเทศที่ต้องการเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีสีเขียว

การพิทักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศผ่านการเฝ้าระวังอัจฉริยะ
ภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ AI สามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับอัลกอริทึมการประมวลผลภาพช่วยให้สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าและการทำลายล้างที่ผิดกฎหมายได้ทันท่วงที ในอดีต การตรวจสอบพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ต้องใช้กำลังคนมหาศาลและมีความล่าช้า แต่ในปัจจุบัน AI สามารถประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อแจ้งเตือนจุดเสี่ยงที่มีการบุกรุกหรือการเกิดไฟป่าได้ในระดับรายวัน สิ่งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและนักอนุรักษ์สามารถเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับเป็นการป้องกันเชิงรุกได้สำเร็จ
นอกจากการปกป้องผืนป่าแล้ว AI ยังช่วยในการศึกษาและติดตามพฤติกรรมสัตว์ป่าผ่านระบบ Bioacoustics และกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Traps) ระบบเหล่านี้สามารถคัดกรองข้อมูลภาพและเสียงนับล้านไฟล์เพื่อระบุชนิดพันธุ์สัตว์และนับจำนวนประชากรได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้แรงงานมนุษย์ในการตรวจสอบทีละไฟล์ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสัตว์ป่า และช่วยในการวางแผนการอนุรักษ์พื้นที่ที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น การเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ (Actionable Insights) จึงเป็นหัวใจสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
กรณีศึกษาประเทศบราซิล: ความสำเร็จของการปกป้องป่าแอมะซอนด้วย PrevisIA
บราซิลได้แสดงให้โลกเห็นถึงศักยภาพของ AI ในการจัดการกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่รุนแรงที่สุดในโลกในพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอน สถาบันวิจัย Imazon ร่วมกับ Microsoft ได้พัฒนาเครื่องมือชื่อ PrevisIA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อคาดการณ์พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการตัดไม้ทำลายป่า อัลกอริทึมของ PrevisIA ให้ความสำคัญกับปัจจัยบ่งชี้ เช่น การสร้างถนนที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทำลายล้างพื้นที่ป่าไม้เป็นวงกว้าง
สถิติการใช้งาน PrevisIA ในปี 2021 แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยเครื่องมือนี้สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงภัยได้สูงถึง 15,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 71 ของพื้นที่ที่ได้รับการแจ้งเตือนสามารถได้รับการปกป้องไว้ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ข้อมูลจาก AI ยังช่วยในการดำเนินคดีทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า 4,400 กรณี และช่วยเปิดเผยการตัดไม้ผิดกฎหมายได้ถึงร้อยละ 99 ในบางภูมิภาค ความสำเร็จนี้ช่วยทำลายวาทกรรมเดิมที่ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องแลกมาด้วยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพราะในช่วงที่อัตราการตัดไม้ทำลายป่าลดลงร้อยละ 84 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในภูมิภาคแอมะซอนกลับเติบโตขึ้นมากกว่าสองเท่า
| องค์ประกอบเทคโนโลยี | รายละเอียดการดำเนินงาน | ผลลัพธ์ที่วัดได้ |
| อัลกอริทึม CNN | วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อแยกแยะไฟป่าและการตัดไม้ |
ความแม่นยำในการตรวจจับไฟป่าถึง 93% |
| ข้อมูลพิกัดถนน | ติดตามการสร้างถนนผิดกฎหมายในรัศมี 5.5 กม. |
พยากรณ์จุดเกิดเหตุได้แม่นยำร้อยละ 73 |
| แพลตฟอร์ม Cloud | ประมวลผลข้อมูลมหาศาลแบบรวมศูนย์เพื่อแชร์ข้อมูล |
สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลจากพื้นที่ห่างไกล |
| ส่วนร่วมของชนพื้นเมือง | ติดตั้งโดรนและ GPS ให้กับตัวแทนในชุมชน |
รักษาพื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์ให้สมบูรณ์ได้ 98% |
บทบาทของกลุ่มชนพื้นเมืองในบราซิลยังเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จนี้ ตัวอย่างเช่น นาย Siã Shanenawa ผู้นำในชุมชน Katukina/Kaxinawá ได้นำเทคโนโลยีโดรนและอุปกรณ์ GPS มาใช้ในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังพื้นที่อนุรักษ์ของเขา การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นที่รู้ลึกถึงระบบนิเวศกับพลังของ AI ที่สามารถมองเห็นภาพรวมจากบนฟ้า ทำให้ชุมชนสามารถตอบโต้อันตรายจากการบุกรุกเพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์หรือการทำเหมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเสริมพลังให้กับการปกครองตนเองของชุมชนพื้นเมืองได้
กรณีศึกษาประเทศสิงคโปร์: เมืองอัจฉริยะและการปฏิวัติระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
สิงคโปร์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในการใช้ AI เพื่อสร้างความยั่งยืนในเขตเมืองภายใต้ยุทธศาสตร์ Smart Nation 2.0 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีทรัพยากรดินและน้ำที่จำกัดอย่างมาก สิงคโปร์จึงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรผ่านระบบอัตโนมัติ AI ถูกนำมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับเมือง เช่น ระบบจัดการขยะอัจฉริยะ (Pneumatic Waste Conveyance Systems) ในเขตที่อยู่อาศัยใหม่ๆ อย่างเมือง Punggol ซึ่งช่วยลดการใช้รถเก็บขยะและลดมลพิษทางอากาศได้โดยตรง
สิงคโปร์ยังเป็นผู้ริเริ่มในการใช้ AI เพื่อการจัดการ "Green AI" หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ยั่งยืน โดยเน้นไปที่การลดพลังงานของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ใช้พลังงานสูงที่สุดในยุคดิจิทัล รัฐบาลสิงคโปร์ได้กำหนดมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับศูนย์ข้อมูลในเขตร้อน (Tropical Data Centre Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานแรกของโลก เพื่อควบคุมการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการประมวลผล AI นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และเพิ่มอัตราการรีไซเคิลขยะอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในขยะสายหลักของประเทศ โดยการส่งการแจ้งเตือนและคำแนะนำการใช้ประโยชน์จากอาหารให้กับผู้อยู่อาศัยเพื่อลดการทิ้งที่เปล่าประโยชน์
ในมิติด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สิงคโปร์ใช้โดรนร่วมกับ AI ในการตรวจหาแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในพื้นที่ที่เข้าถึงยากเพื่อควบคุมการระบาดของไข้เลือดออก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศด้วย AI ของสิงคโปร์ไม่ได้มองเพียงแค่ด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการบูรณาการคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางทรัพยากร และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
| ภาคส่วนที่ใช้ AI | แอปพลิเคชันและนวัตกรรม | ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เทคโนโลยี |
| การบริหารจัดการขยะ | ระบบคัดแยกขยะอัตโนมัติและระบบเก็บขยะนิวแมติก |
ลดปริมาณขยะทั้งหมดจาก 7.8 ล้านตันเหลือ 5.8 ล้านตันในปี 2020 |
| อาคารอัจฉริยะ | ระบบปรับอากาศที่ปรับตามสภาพอากาศและจำนวนคน |
ลดการใช้พลังงานในอาคารพักอาศัยและสำนักงาน |
| ศูนย์ข้อมูล (Data Center) | การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) |
สร้างมาตรฐานศูนย์ข้อมูลสีเขียวแห่งแรกในภูมิภาคเขตร้อน |
| การจัดการน้ำ | ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลและการปนเปื้อน |
เพิ่มความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำผ่านการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ |
กรณีศึกษาประเทศเดนมาร์ก: ผู้นำนวัตกรรมพลังงานลมและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานระดับท้องถิ่น
เดนมาร์กเป็นแบบอย่างของการใช้ AI เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานผ่านพลังงานหมุนเวียน บริษัท Vestas ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมสัญชาติเดนมาร์ก ได้นำ AI และเทคโนโลยีการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing - HPC) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากลม หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นคือการจัดการกับ "Wake Effect" หรือผลกระทบจากลมที่พัดผ่านกังหันลมตัวหนึ่งแล้วสร้างกระแสลมที่ลดประสิทธิภาพของกังหันตัวถัดไป
ด้วยการใช้ระบบ DeepSim ที่ร่วมพัฒนากับ Microsoft และ minds.ai บริษัท Vestas สามารถปรับองศาของใบพัดกังหันลม (Wake Steering) เพื่อเบี่ยงเบนกระแสลมจากกังหันตัวหน้าให้พัดไปยังกังหันตัวหลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งนี้ช่วยเพิ่มการผลิตพลังงานได้มหาศาลโดยไม่ต้องสร้างกังหันลมเพิ่ม ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ Vestas ยังรวบรวมข้อมูลสถิติภูมิอากาศย้อนหลังหลายสิบปีในฐานข้อมูล Climate Library เพื่อทำนายสภาพอากาศและวางแผนตำแหน่งการติดตั้งกังหันลมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน
ในระดับเมือง เทศบาลเมือง Holstebro ในเดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ AI ในการจัดการพลังงานของอาคารสาธารณะ โดยในปี 2021 เทศบาลได้นำระบบ AI จาก Ento มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ความร้อน และน้ำของอาคารกว่า 230,000 ตารางเมตร ระบบสามารถระบุจุดที่เกิดการใช้พลังงานผิดปกติ เช่น ระบบระบายอากาศทำงานในเวลาที่ไม่จำเป็น หรือมีการรั่วไหลของน้ำและก๊าซ ผลจากการดำเนินงานช่วยให้เทศบาลประหยัดงบประมาณได้ถึง 1.8 ล้านโครนเดนมาร์ก และช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบวิศวกรรมอาคาร
ยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ของเดนมาร์กยังเน้นไปที่การ "สร้างทักษะ AI ให้เท่าเทียมกัน" (Democratize AI) โดยบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Ørsted ได้จัดโครงการฝึกอบรมพนักงานในทุกระดับให้มีความสามารถในการใช้ AI ในงานประจำวัน แนวคิดนี้มองว่า AI ไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คน แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมในทุกมิติ ตั้งแต่การจัดซื้อพัสดุจนถึงการซ่อมบำรุงกังหันลมกลางทะเล
ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย: การขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านแผนปฏิบัติการแห่งชาติ
ประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) หรือ Thailand National AI Strategy (NAIS) โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้ AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์นี้ให้ความสำคัญกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงการเกษตรและอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจหมุนเวียน ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นสู่อันดับความพร้อมด้าน AI ของรัฐบาลใน 50 อันดับแรกของโลก โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ "LANTA" ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรม
ในเชิงปฏิบัติ ภาคเอกชนไทยได้เริ่มบูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการทำงานเพื่อความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น บริษัท IRPC ได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาพัฒนาแพลตฟอร์ม "ATLAS" บน Net Zero Cloud ของ Salesforce เพื่อติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Scope 1, 2 และ 3) ระบบ AI "Einstein" ภายในแพลตฟอร์มช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างร่างรายงานความยั่งยืนโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ โครงการ OUR Khung BangKachao หรือ "คุ้งบางกะเจ้า" ซึ่งถือเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ได้ใช้เทคโนโลยี AI จากบริษัท วรุณา (Thailand) ในการติดตามการเพิ่มขึ้นของพื้นที่สีเขียวจำนวน 6,000 ไร่ ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยการใช้โดรนและภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับการประมวลผลข้อมูล AI ทำให้สามารถประเมินผลการเจริญเติบโตของต้นไม้และการกักเก็บคาร์บอนได้อย่างแม่นยำรายต้น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้และเกษตรกรรมของไทยในอนาคต
การพัฒนาสตาร์ทอัพด้านเทภูมิอากาศ (Climate Tech) ในไทยก็น่าสนใจไม่แพ้กัน บริษัทอย่าง Vekin ได้พัฒนาระบบ AI Carbon Auditor ที่ได้รับรางวัลจากต่างประเทศ โดยใช้ระบบ AI ร่วมกับ Blockchain เพื่อตรวจสอบบัญชีคาร์บอนสำหรับธุรกิจ ช่วยลดต้นทุนในการทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมื่อเทียบกับการจ้างที่ปรึกษาทั่วไป หรือบริษัท AltoTech ที่ใช้ AI ในระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับโรงแรมและอาคาร ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 40 และลดระยะเวลาคืนทุนได้ภายในไม่ถึง 3 ปี
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้าน "ทักษะแรงงาน" โดยมีการคาดการณ์ว่าประเทศยังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI ถึง 80,000 คน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายผลนวัตกรรมสีเขียวในระดับมหภาค รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI มากกว่า 30,000 คนผ่านโครงการทุนการศึกษาและการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
มุมมองวิเคราะห์: รอยเท้าทางนิเวศวิทยาของปัญญาประดิษฐ
Comments
0 comment